2510
-ก่อตั้งบริษัท ฯ โดยกิจการร่วมค้าของนักลงทุนชาวไทยและชาวไต้หวัน
(Walsin Lihwa Electric & Cable Corp.
และ Pacific Electric Wire & Cable Co., Ltd.)ได้รับความร่วมมือด้านการส่งเสริมการขายโดยสำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุน(BOI) มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 10 ล้านบาท
2511 -สร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร
2512 -เริ่มต้นผลิตสายไฟฟ้าอลูมิเนียม
และขายให้กับตลาดสายไฟภายในประเทศ
2513 -
ขยายการผลิต Copper Rolling , Copper Melting และสายไฟฟ้าทองแดง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่
เพิ่มสูงขึ้น และได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 12 ล้านบาท
2515 -
ขยายการผลิตในส่วนของ Aluminum Melting Rod, Semi Product ของสายไฟฟ้าอลูมิเนียม
2516 -
ติดตั้งเครื่องจักร Continuous Casting and Rolling Model 6 "Properzi"
และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 15 ล้านบาท
2517 -
เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 21 ล้านบาท
2518 -
สถาบันมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (สมอ) ได้มอบเครื่องหมายมาตรฐาน (TISI) ให้กับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทฯ
2519 -
จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน และเครื่องหมายการค้าของสินค้าบริษัทจรุงไทย
2520 -
เริ่มต้นโครงการผลิตสายโทรศัพท์ตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศ
และต่างประเทศ
2521 -
เพิ่มการลงทุนเป็นเงิน 12 ล้านบาท
2522 -
เริ่มต้นการส่งออกผลิตภัณฑ์ภายในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสิงคโปร์
อินโดนีเซีย
และฟิลิปปินส์
2523 -
เพิ่มอลูมิเนียมและเพิ่มกำลังการผลิตสายไฟฟ้าอลูมิเนียมเป็น 1,000
เมตริกตันต่อเดือน
2526 -
ติดตั้งเครื่องจักร "Tandem Line" ซึ่งเป็นเครื่องที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงในการผลิตสายโทรศัพท์
2527 -
เป็นผู้ผลิตสายไฟฟ้าอลูมิเนียมรายแรกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
2528 -
ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการผลิตสายโทรศัพท์
"Jelly Filled"
2529 -
ได้ลงทุนในบริษัท ไทยซี.อาร์.ที. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลอดภาพทางโทรทัศน์แต่เพียงผู้เดียวภายใต้สิทธิการ
ส่งเสริมการขายของ BOI ไทยซี.อาร์.ที. ได้รับเทคนิคความรู้จากบริษัท
มิตซูบิชิ ของญี่ปุ่น และกลุ่มสยามซีเม็นต์
เป็นผู้นำของ คณะกรรมการบริหาร จำนวนเงินลงทุน 3 ล้านบาทหรือ
0.5 % ของทุนรวม 600 ล้านบาท
2530 -
ได้เพิ่มระบบอิเล็คทรอนิคส์ในการผลิตสายไฟฟ้าทองแดง และได้รับมาตรฐานจาก
"UL" C.S.A. รวมถึงเริ่ม
การผลิตสายไฟฟ้าแรงดันต่ำ XIPE (SIOPLAS) โดยส่งให้กับการไฟฟ้านครหลวง
(MEA)
- ได้ลงทุนใน บริษัท เอชอาร์ซิลไวน์อิเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย)
จำกัด ซึ่งได้เริ่มการผลิตสาย Electronic Wires
และสาย Wire Harness ถึง 80% ส่งออกภายใต้สิทธิการส่งเสริมการขายของ
BOI โดยไต้หวันถือหุ้นใน
บริษัท เอชอาร์ซิลไวน์ อิเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด 65
% ของทุนรวม 88 ล้านบาท เป็นผู้บริหารหลัก,
บริษัทฯ ถือหุ้น 10% ของทุนรวมและได้เข้าร่วมคณะกรรมการบริหารด้วย
2531 -เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น
100 ล้านบาท และลดค่า par จาก 100 บาทต่อหุ้นเป็น 10 บาทต่อหุ้น ในปีนี้ชำระเงิน
ลงทุน 63 ล้านบาท
- ลงทุนใน บริษัท ไทยเมทัลโพรเซสซิ่ง จำกัด
ซึ่งเป็นผู้ผลิต Copper rod เป็นจำนวน 22.5 ล้านบาท
หรือ 15% ของทุนรวม 150 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นหลักและผู้นำคณะกรรมการบริหารคือ
Yazaki Group ของญี่ปุ่น
2532-
เรียกคืนทุนจำนวน 37 ล้านบาท รวมทุนที่ชำระแล้ว 100 ล้านบาท
2533 -
บริษัทฯ ซื้อที่ดิน 130 ไร่ (208,000 ตารางเมตร) ในปี 2532 และสร้างโรงงานผลิตสายโทรศัพท์ที่
อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา
2534 -
ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ และขยายโรงงานเพิ่มสองแห่งเพื่อผลิตสายไฟฟ้าแรงดันสูง
2535 -
ติดตั้งเครื่องจักรใหม่และย้ายเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆจากโรงงานพระประแดงมายังโรงงานใหม่
ในปี 2535 นี้
บริษัทฯ ได้เริ่มต้นสายการผลิต ณ โรงงานใหม่
2536 -
ได้เริ่มต้นผลิตสายไฟฟ้าแรงดันสูง
2537 -
บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท จรุงไทยไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด
(มหาชน) ตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์
-ได้ก่อตั้ง บริษัท ซีทีดับบลิว (ฮ่องกง)
จำกัด โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนของจรุงไทยในตลาดต่างประเทศ
- บริษัทฯ ได้ทำข้อตกลงเป็นเวลาสามปีกับบริษัท
แปซิฟิคอีเล็คทริคไวร์แอนด์เคเบิ้ล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตสาย
เคเบิ้ลรายใหญ่ในประเทศไต้หวัน และทำข้อตกลงเป็นเวลาหนึ่งปีกับบริษัท
พีซีเอฟแอล (ไฟแนนซ์) จำกัด ซึ่งเป็นสถาบัน
การเงินในประเทศฮ่องกง จากการสนับสนุนของทั้งสองบริษัทนี้ทำให้จรุงไทยสามารถปรับปรุงการดำเนินงาน
และการจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการจัดการด้วยระบบคอมพิวเตอร์
2538 -
ประสบความสำเร็จในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าสถานีย่อยตรงตามกำหนดสำหรับจ่ายกระแสไฟฟ้าคงที่ให้กับ
โรงงานอุตสาหกรรม
- สร้างโรงงานที่สามเพื่อผลิตสายไฟฟ้าอลูมิเนียม
และติดตั้งเครื่องจักรเพื่อใช้ในการผลิตสายไฟฟ้าแรงดันสูง
- ได้ก่อตั้งบริษัท ซีทีดับบลิวเอเพ็กซ์ จำกัด
ซึ่งมีหน้าที่หลักในการจัดการเงินสดสำหรับจรุงไทย
2539 -
ประสบความสำเร็จในการติดตั้งเครื่องจักรและเริ่มต้นในการผลิตสายไฟฟ้อลูมิเนียมที่โรงงานสาม
- ก่อตั้งบริษัท ซีทีดับบลิวเบต้า จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักด้านการลงทุนและจัดการในโครงการด้านโทรคมนาคม
- บริษัทฯ ได้รับมาตรฐาน ISO 9002 จากบริษัท
Bureau Veritas Quality International (BVQI)
2540 -
ได้ก่อตั้งบริษัท ซีทีดับบลิวคอม จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า
- ได้ก่อตั้งบริษัท สยามไฟเบอร์อ๊อพติคส์
จำกัด (SFO) ร่วมกับ บริษัท ฟูจิกุระลิมิเต็ด, บริษัท อิตาเลี่ยนไทย
ดีเวล๊อปเม้นต์ (มหาชน) จำกัด และบริษัทโตเมนคอร์เปอร์เรชั่น
จำกัด, SFO เป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิต
สายไฟเบอร์อ๊อพติคส์ โดยสร้างโรงงานซึ่งเริ่มที่ CCS Factory
- บริษัทฯ ได้รับมาตรฐาน ISO 9002 ใบรับรองคุณภาพการจัดการจากสถาบันมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
(สมอ),
กระทรวงอุตสาหกรรม ใบรับรองนี้จะนำไปสู่อนาคตของตลาดสำหรับธุรกิจใหม่และตลาดเดิมที่มีอยู่
2541 -
บริษัทฯ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสายไฟฟ้าแรงดันสูง 69 KV และได้รับการลงทะเบียนรับรองที่
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, กระทรวงอุตสาหกรรม
- ได้ติดตั้งเครื่องจักร X-Ray 8000 เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของสายไฟฟ้าแรงดันสูง
- บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 296,832,400
บาทเป็น 890,497,200 และบริษัท สยามไฟเบอร์อ๊อพติคส์
จำกัด เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 160 ล้านบาทเป็น 240 ล้านบาท บริษัทฯ
ได้ถือหุ้นใน SFO จาก 55 % เป็น 59.99%
2542 -
บริษัท สยามไฟเบอร์อ๊อพติคส์ จำกัด (บริษัทย่อย) ได้รับมาตรฐาน ISO
9002จาก Bureau Veritas Quality
International (BVQI)
- บริษัทฯ ได้ลงทะเบียนที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม,
กระทรวงอุตสาหกรรม ในผลิตภัณฑ์
ของบริษัทฯ, สายไฟฟ้าแรงดันสูง 115 KV. (Cross-Linked Polyethylene
Insulated Polyethylene Jacketed Cable)
- บริษัทฯ ได้จัดตั้งหน่วยงานคณะกรรมการตรวจสอบและการตรวจสอบภายใน
|